กฎหมาย CLP ความท้าทายใหม่ของอุตสาหกรรม
กฎหมาย CLP ความท้าทายใหม่ของอุตสาหกรรม
01/09/2010 PRINT PDF

 

ในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่วนใหญ่คงรู้จักหรือคุ้นเคยกับกฎหมาย REACH (Regulation ECNo. 1907/2006) ถึงแม้ว่ากฎหมาย RACH จะมีผลบังคับใช้ภายในประเทศสหภาพยุโรปและไม่ได้มีผลโดยตรงกับประเทศไทย แต่ในฐานะประเทศไทยที่เป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้า หรือปัจจัยการผลิตที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบออกสู่ประเทศในสหภาพยุโรป ก็ย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะเพิกเฉยต่อกฎหมายดังกล่าวได้ ผู้ประกอบการหลายๆ ท่านอาจมีประสบการณ์ในการดำเนินการจดทะเบียนสารเคมี หรือดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายดังกล่าว เช่น การตอบแบบสอบถามเรื่อง SVHCจากลูกค้า เป็นต้น นอกจากกฎหมาย REACH ที่ผู้ประกอบการส่วนมากรู้จักแล้ว กฎหมายอีกฉบับหนึ่งของสหภาพยุโรป ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นกฎหมาย   พี่น้องกับ REACHเพราะมีข้อกำหนดที่เกี่ยวเนื่องกัน คือกฎหมาย “CLP” (Regulation EC no. 1272/2008 on Classification, Labelling and Packaging (CLP) of Substances and Mixtures) ซึ่งประกาศใช้เมื่อ 20มกราคม 2552และมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านให้อุตสาหกรรมเตรียมพร้อมเป็นเวลาเกือบ 2ปี โดยจะเริ่มบังคับใช้อย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 1ธันวาคม 2553เมื่อกล่าวถึงการจำแนกประเภทและการติดฉลาก  (Classification, Labelling and Packaging)ผู้ประกอบการอาจเคยทราบแนวคิดเรื่อง Globally Harmonised System (GHS) ของ UNซึ่งเป็นแนวทางการจำแนกประเภทสารเคมี / เคมีภัณฑ์ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วทั้งโลก ซึ่งสหภาพยุโรปก็ได้เห็นชอบแนวความคิดของ GHSและได้นำแนวทางของ GHSมาใช้ โดยประกาศเป็นกฎหมายภายในของตน คือ “CLP” โดยข้อแตกต่างระหว่าง CLPและ GHSคือ GHSเป็นแนวทาง หลักเกณฑ์การจำแนกประเภทสารเคมี/เคมีภัณฑ์เพื่อให้มีรูปแบบและทิศทางเดียวกันทั่วโลกแต่ไม่มีผลทางกฎหมาย ประเทศสมาชิกต้องออกกฎหมายภายในของแต่ละประเทศเอง ส่วน CLPเป็นกฎหมายด้านการจำแนกประเภทสารเคมี/เคมีภัณฑ์ และการติดฉลากของประเทศในสหภาพยุโรปโดยใช้พื้นฐานของ GHS

 

ด้วยข้อจำกัดทางด้านเวลา ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจว่า CLPมีข้อกำหนดและวิธีการหรือแนวทางการปฏิบัติอย่างไรและจะต้องดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ก่อน หลัง อย่างไรตามข้อกำหนดของกฎหมายและประเภทของสารเคมีที่อยู่ในข่ายที่ต้องดำเนินการ สำหรับสารเคมีที่ CLPเข้าไปมีบทบาท หรือมีผลบังคับใช้คือสารเคมีทุกตัว (ที่ไม่ได้รับการยกเว้น) ที่วางตลาดในสหภาพยุโรป ทั้งนี้ข้อแตกต่างระหว่างกฎหมาย CLPกับกฎหมาย REACH คือกฎหมาย CLPมิได้กำหนดปริมาณขั้นต่ำของสารเคมีที่นำเข้าสู่ประเทศยุโรปเหมือนกฎหมาย REACHที่กำหนดไว้เป็น 1ตันต่อปี กล่าวคือ หากผู้ประกอบการส่งออกสารเคมีอันตรายไปเพียง 1กิโลกรัม ก็ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย CLP

 

ข้อกำหนดของCLP อาจแบ่งเป็นงานที่ต้องดำเนินการได้ 4หัวข้อ ดังนี้

 

หน้าที่ตาม CLP

ระยะเวลาที่ต้องดำเนินการ

1) การจำแนกประเภท (Classification)

- สารเคมี

- เคมีภัณฑ์

 

- 1ธันวาคม 2553

- 1มิถุนายน 2558

2) การจดแจ้งประเภทสารเคมี (Notify Classification and
    Labelling (C&L))

ภายในวันที่ 3มกราคม 2554

3) ปรับปรุงฉลากและบรรจุภัณฑ์ (Labelling and
   Packaging)

- สารเคมี

- เคมีภัณฑ์

 

 

- 1ธันวาคม 2553

- 1มิถุนายน 2558

4) ปรับปรุง SDSให้สอดคล้องกับ CLP

- สารเคมี

- เคมีภัณฑ์

 

- 1ธันวาคม 2553

- 1มิถุนายน 2558

 

 

 

มาทำรู้จักกับ CHina REACH

 

การพัฒนาและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ประเทศจีนก้าวขึ้นเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา นอกจากการขยายตัวทางการค้าอย่างรวดเร็วแล้ว ความใส่ใจในด้านสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นนโยบายสำคัญควบคู่กับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของจีนอีกด้วย ดังนั้นเมื่อจีนมีการประกาศใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อความปลอดภัยต่อสุขอนามันมนุษย์ ก็ย่อมเป็นที่จับตามองและเป็นจุดสนใจของประเทศคู่ค้าถึงผลกระทบและผลประโยชน์ทางการค้าที่จะตามมา

 

          จีนได้ประกาศใช้ “Measures on the Environmental Management of New Chemical Substances"เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ วันที่ 15ตุลาคม 2553กฎหมายนี้มีหลักการและแนวคิดในการจัดการสารเคมีเหมือนกับกฎหมาย REACHของสหภาพยุโรป จึงได้รับการขนานนามว่า “China REACH” แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายทั้งสองฉบับก็ยังมีความแตกต่างกันในรายละเอียดพอสมควร ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดแจน คือ China REACH ไม่มีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน(Transitional Period)เหมือน EU REACH กล่าวคือการดำเนินการตามข้อกำหนดของ China REACH จะต้องดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนวันที่ 15ตุลาคม 2553หรือ ก่อนวางตลาดสินค้าในประเทศจีน

          China REACH บังคับใช้กับสารเคมีใหม่เท่านั้น(สารเคมีใหม่ คือ สารที่ไม่ได้มีชื่ออยู่ในรายการ Inventory of Existing Chemical Substances Produced or Imported in China (IECSC)) การดำเนินงานของ China REACH จะมากขึ้นตามปริมาณสินค้าที่ส่งออกไปยังประเทศจีนควบคู่กับความเป็นอันตรายของสารนั้น สาระสำคัญตามข้อกำหนดของ China REACH สามารถสรุปได้ ดังนี้

 

 

§   สารเคมีใหม่ที่มีปริมาณการผลิต หรือ นำเข้ามากกว่า 1  ตันต่อปี จะต้องดำเนินการจดแจ้งทั่วไป (General  Notification)โดยปริมาณข้อมูลที่ใช้จะมากขึ้นแปรตามปริมาณการผลิตหรือนำเข้า (1 – 10, 10 – 100, 100 – 1,000และมากกว่า 1,000 ตันต่อปี)

 

§   หากสารเคมีมีปริมาณไม่ถึง 1ตันต่อปี หรือเป็นสารเคมีที่ประเมินว่ามีอันตรายต่ำ จะดำเนินการจดแจ้งแบบง่าย (Simplified Notification)

 

§   การจดแจ้งผู้ประกอบการสามารถดำเนินการ่วมกันได้ (Joint Notification)

 

§   การจดแจ้งต้องดำเนินการโดยผู้มีถิ่นฐานในประเทศจีน (Chinese Entity) ทั้งนี้กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าการวิเคราะห์และทดสอบเพื่อหาข้อมูลทางนิเวศน์พิษวิทยา (Ecotoxicological data) ต้องดำเนินการโดยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองในประเทศจีน

 

§   ในบางกรณีผู้ส่งออกหรือนำเข้าจะต้องยื่นรายงานข้อมูลการผลิตหรือนำเข้ารายปี และอาจครอบคลุมถึงรายงานการคาดการณ์แผนการผลิตหรือนำเข้ารายปี